การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) เป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในกระบวนการทำงานต่าง
ๆ เพื่อใช้จัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในการทำงานของบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่นำไปใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ประกอบกับเทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการเปลี่ยนแปลต่อระบบทางสังคมและองค์กรต่าง ๆ
โดยมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในระดับประเทศ ระดับองค์กรหรือหน่วยงาน
และระดับบุคคล ดังนี้
1. ระดับประเทศ รัฐบาลได้มีนโยบายนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในทุกภาคส่วนของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานเอกชน
ทั้งการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ
ซึ่งมีส่วนช่วยให้การทำงานและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของภาครัฐมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
อีกทั้งยังก่อให้เกิดความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก
และเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศด้วย
2. ระดับองค์กรหรือหน่วยงาน การทำงานต่าง ๆ ของแต่ละองค์กรหรือหน่วยงานสามารถทำงาน ควบคุมการทำงาน
ติดตามงาน หรือดูผลการทำงานได้จากทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งการทำงานขององค์กรหรือหน่วยงานจะต้องพบกับข้อมูลจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การดำเนินงานในองค์กรจึงต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการปฏิบัติงานที่รวดเร็ว
หรือใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน
3. ระดับบุคคล เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้คนทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
ได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา
และยังเป็นเครื่องมือในการสร้างศักยภาพของบุคคลช่วยยกระดับคนไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศยังเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันอีกด้วย
1.1 การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย
ในปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศกันอย่างแพร่หลายในบุคคลทุกกลุ่ม
ทุกเพศ และทุกวัย ซึ่งการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีความเสี่ยงที่อุปกรณ์เทคโนโลยีจะถูกบุกรุกโจมตี
หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลขององค์กร ดังนั้น
การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเข้าใช้งาน เช่น
การทำธุรกรรมออนไลน์ การซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ผู้ใช้งานจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ
เข้าสู่ระบบ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตราย จากการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศได้
1. การทำธุรกรรมออนไลน์
เป็นการดำเนินการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน
หรือชำระเงินผ่านบริการทางอินเทอร์เน็ตของธนาคาร หรือที่เรียกว่า บริการ E-Banking
ซึ่งการทำธุรกรรมออนไลน์นั้นถึงแม้ว่าจะมีการเข้ารหัสความปลอดภัยอย่างแน่นหนาใน
การทำธุรกรรมออนไลน์แต่ละครั้งแล้ว
แต่ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกผู้ไม่หวังดีหรือแฮ็กเกอร์ (Hacker) โจรกรรมข้อมูลไปแล้วทำให้ผู้ใช้งานได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น
ผู้ใช้งานธุรกรรมออนไลน์จะต้องรู้จักวิธีการใช้ธุรกรรมออนไลน์อย่างปลอดภัย
ซึ่งสามารถทำได้ ดังนี้
1. ใช้งานบนอุปกรณ์เทคโนโลยีส่วนตัว
หลีกเลี่ยงการใช้งานบนคอมพิวเตอร์สาธารณะหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีของผู้อื่น
2. ไม่ใช้งานผ่าน Wi-Fi สาธารณะ
เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกผู้ไม่หวังดีดักถอดรหัสเพื่อขโมยข้อมูล
3. ตั้งรหัสผ่านให้มีความปลอดภัย
โดยจะต้องไม่ใช้รหัสผ่านที่ง่ายเกินไปหรือรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย เช่น
วันเดือนปีเกิด ตัวเลขหรือตัวอักษรที่เรียงติดกัน
4. ออกจากระบบทุกครั้งหลังใช้งาน
เพื่อป้องกันการถูกผู้ไม่หวังดีแอบขโมยข้อมูลและอาจทำให้ผู้ใช้งานได้รับความเดือดร้อน
5. ใช้บริการ SMS แจ้งเตือน
เนื่องจากเมื่อมีเงินเข้า-ออกหรือมีการทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านทางออนไลน์ที่มีความผิดสังเกต
จะได้ทราบและแก้ไขได้ทันท่วงที
6. แจ้งเตือนผ่านอีเมล
นอกจากการใช้บริการ SMS แจ้งเตือนแล้ว ควรใช้บริการแจ้งเตือนผ่านอีเมลด้วยเนื่องจากการแจ้งเตือนผ่านอีเมลจะละเอียดกว่าการแจ้งเตือนผ่าน
SMS
7. จำกัดวงเงินในการทำธุรกรรมให้เหมาะสม
สามารถโอนเงินหรือถอนเงินได้สูงสุดเท่าใด เมื่อถูกโจรกรรมข้อมูลไป
เงินในบัญชีจะได้ไม่ถูกโอนหรือถอนไปจนหมด
2. การซื้อสินค้าออนไลน์
เป็นการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่าอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) โดยเป็นการซื้อ-ขายสินค้าโดยที่ผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องพบปะกัน
แต่ใช้วิธีการติดต่อผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทน
ซึ่งในปัจจุบันการซื้อสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเป็นการซื้อสินค้าที่ไม่ต้องเสียเวลาออกไปเดินเลือกซื้อ
สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทำให้ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่การซื้อสินค้าออนไลน์
ผู้ซื้อจะต้องระมัดระวังการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือถูกฉ้อโกงในรูปแบบต่างๆ เช่น
สินค้าที่ได้ไม่ตรงตามที่โฆษณา สินค้ามีตำหนิ หรือชำระเงินแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้า
ดังนั้น
ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จะต้องรู้จักซื้อสินค้าออนไลน์อย่างปลอดภัยซึ่งสามารถทำได้
ดังนี้
1. ไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Wi-Fi
สาธารณะ ควรใช้อินเทอร์เน็ตบ้านหรืออินเทอร์เน็ตส่วนตัว เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล
2. เลือกเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย
https:// เท่านั้น เพราะจะมีการเข้ารหัสข้อมูลส่วนตัว
เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูลในขณะกำลังกดสั่งซื้อสินค้า
3. เก็บหลักฐานการสั่งซื้อ
หลักฐานที่ควรเก็บไว้ คือ หลักฐานการสั่งซื้อ หลักฐานการชำระเงิน
และบัญชีธนาคารของผู้ขาย
4. ตรวจสอบคุณสมบัติของสินค้า
คำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าที่ร้านค้าแจ้งไว้จะต้องไม่เกินความจริง
5. อ่านรีวิวก่อนสั่งซื้อ
เป็นการศึกษาว่าร้านค้านั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการถูกฉ้อโกง อีกทั้งยังทำให้ทราบถึงการบริการของร้านค้าอีกด้วย
6. สำรวจราคาตลาดก่อนสั่งซื้อ
ในบางครั้งมิจฉาชีพจะจูงใจผู้ซื้อด้วยราคาที่ถูกกว่าร้านอื่น
7. ตรวจสอบการจดทะเบียนร้านค้า
ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า
โดยดูจากร้านค้าที่มีการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกต้อง
8. ตรวจสอบประวัติกรฉ้อโกง
ควรนำชื่อและเลขบัญชีธนาคารไปตรวจสอบประวัติการฉ้อโกงก่อน
1.2 การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ
การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบหรือการใช้งานโดยการมีจิตสำนึก
และจริยธรรมที่ดี เป็นแบบแผนความประพฤติหรือหลักเกณฑ์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกัน
เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งอาจไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
ขึ้นอยู่กับกลุ่มสังคมหรือการยอมรับในสังคมนั้นเป็นหลัก
โดยการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศต้องอยู่บนพื้นฐาน 4 ประเด็น ดังนี้
1. ความเป็นส่วนตัว
(Information Privacy) เป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะกำหนดความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของตนเองในการเผยแพร่ให้กับผู้อื่น
หรือนำไปใช้ประโยชน์ หากมีการกระทำการใด ๆ
เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเจ้าของสิทธิควรจะได้รับรู้ ดังนั้น
ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของผู้ใช้สารสนเทศหรือผู้ให้บริการสารสนเทศ ก็ต้องตระหนักถึงจริยธรรมในความเป็นส่วนตัว
และถ้าหากเราอยู่ในฐานะของผู้ให้บริการ
ก็ไม่ควรละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการในทุก ๆ ด้าน
2. ความถูกต้องแม่นยำ
(Information Accuracy) ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จะต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลเป็นอย่างมาก
เพราะข้อมูลดังกล่าวจะเผยแพร่อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้น
จริยธรรมสำหรับผู้ทำหน้าที่เผยแพร่หรือนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ
จึงควรตระหนักถึงความถูกต้องแม่นยำ มีการคิดวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำเสนอ
นอกจากนี้ ผู้เผยแพร่ยังต้องมีความรอบคอบในการนำเสนอข้อมูล
มีการปรับปรุงข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นปัจจุบัน
และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการนำเสนอหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
3. ความเป็นเจ้าของ
(Information Property) เป็นกรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้
เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เทคโนโลยี หรือ ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้
เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ซึ่งในปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมีมากขึ้น
เราจึงสามารถสร้างสรรค์งานในรูปแบบดิจิทัล และมีการนำเสนอข้อมูลทางออนไลน์ได้ง่าย
ก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ การทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ
ทำให้เกิดผลเสียแก่เจ้าของผลงาน ผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายสินค้า
ซึ่งเป็นการขาดจริยธรรมโดยไม่คำนึงถึงความเป็นเจ้าของผลงานนั้น ๆ เช่น
ถ้าต้องการคัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์ของตนเองให้กับเพื่อน
จะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนว่า โปรแกรมที่จะคัดลอกนั้นมีลิขสิทธิ์
4. การเข้าถึงข้อมูล
(Data Acces-sibility) การเข้าถึงข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นการผิดจริยธรรมเช่นเดียวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
เพราะบางครั้งในการเข้าถึงข้อมูล
การเข้าใช้บริการระบบหรือเว็บไซต์ในหน่วยงานหรือองค์กรจะมีการกำหนดสิทธิว่าใครมีสิทธิในการเข้าใช้ข้อมูล
เพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีหรือผู้บุกรุกที่พร้อมโจมตีระบบเครือข่ายขององค์กร
ตลอดจนการลักลอบเข้ามาใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นที่อาจก่อความเสียหายให้แก่องค์กร
ดังนั้น ผู้ใช้สารสนเทศจึงควรคำนึงถึงจริยธรรมในการเข้าถึงข้อมูล
ไม่ลักลอบเข้าไปใช้ข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่พยายามเจาะระบบเครือข่ายของผู้อื่นอันจะก่อให้เกิดความเสียหาย
รวมถึงการปกป้องไม่ให้สิทธิการเข้าถึงข้อมูลของตนเองแก่ผู้อื่นเพราะอาจสร้างความเสียหายให้แก่องค์กรได้
กฎหมายคอมพิวเตอร์
ในอดีตเมื่อมีเหตุการณ์ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการกระทำความผิดหรือสร้างความเสียหายขึ้นแต่ละครั้ง
มักจะไม่สามารถเอาผิดผู้ที่กระทำความผิดได้เนื่องจากผู้กระทำความผิดสามารถอยู่ ณ
สถานที่ใดในโลกก็ได้ ทำให้ยากที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ อีกทั้งความเสียหายที่เกิดจกการใช้คอมพิวเตอร์ในการกระทำความผิดก็สร้างความเสียหาย
และส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก แต่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับและสามารถนำมาใช้ลงโทษได้
ปัจจุบันประเทศไทยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการไช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศหลายฉบับ
เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
โดยพระราชบัญญัติวด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560มีข้อกฎหมายที่ควรทราบเบื้องดัน
ดังนี้
การส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ
โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับปฏิเสธได้โดยง่าย โทษปรับไม่เกิน
200,000 บาท
นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยสาธารณะ
หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โทษจำคุกไม่เกิน 5
ปื หรือปรับไม่เกิน
100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นำข้อมูลที่มีลักษณะลามกอนาจารที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เผยแพร่วิธีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันไว้โดยเฉพาะ
และน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นำข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยมิชอบ โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ
โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์
และข้อมูลนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อสาธารณะ โทษจำคุกไม่เกิน
3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าว
อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น โทษปรับไม่เกิน
100,000 บาท
นำข้อมูลตัดต่อ
เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
แก้ไข
เปลี่ยนแปลง ทำลาย ทำให้เสียหายหรือเพิ่มเดิมซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขัดขวาง ระงับ
ชะลอ หรือรบกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น จนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และความอุตสาหะพยายามในการสร้างสรรค์ผลงาน
ชึ่งถือว่า เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
ประเภทหนึ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง
โดยเจ้าของลิขสิทธิ์จะเป็นผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่สร้างสรรค์ได้
ช่น สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณาไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด
รวมทั้งการอนุญาตให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปกระทำการใด ๆ ได้ด้วย
3.1 การคุ้มครองลิขสิทธิ์
ครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทยจะกำหนดให้มีอายุการคุ้มครอง
50 ปี ผู้สร้างสรรค์ผลงนเสียชีวิต
แต่ในกรณีที่เจ้าของผลงานเป็นนิติบุคคลจะเริ่มนับอายุลิขสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ผลงานถูกสร้างขึ้นนับไปอี
50 ปี
หรือเริ่มนับเมื่อมีการโฆษณาผลงานเป็นครั้งแรก แล้วแต่กรณีว่าอย่างใดเกิดขึ้นที่หลัง
เช่น หลังจากที่สร้างผลงานเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมีการโฆษณาผลงานหลังจากนั้น 3 ปี การนับอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็จะเริ่มนับจากวันที่โฆษณา
แต่การโฆษณาครั้งแรกจะต้องเกิดขึ้นภายใน 50 ปีนับตั้งแต่มีการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา
ถ้าพ้น 50 ปีไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้มีการโฆษณาถือว่าลิขสิทธิ์หมดอายุ
แต่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ,
2537
ได้มีการยกเว้นในงานบางประเภทที่จะมีอยุการคุ้มครองลิบสิทธิ์ต่างออกไป คือ
ศิลปะประยุกต์ ที่จะมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์เพียง 25 ปีเท่านั้น
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2537 ได้ให้ความคุ้มครองกับผลงาน 9 ประเภท ดังนี้
1. งานวรรณกรรม
เช่น หนังสือ จุลสาร
สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ คำปราศรัย ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์
2. งานนาฏกรรม
เช่น งานที่เกี่ยวกับการรำ
การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว รวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย
3. งานศิลปกรรม
เช่น งานจิตรกรรม งานประติมากรรม ภาพพิมพ์ งานสถาปัตยกรรม ภาพถ่าย ภาพประกอบ หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติเกี่ยวกับภูมิประเทศ
หรือวิทยาศาสตร์ งานศิลปะประยุกต์ ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายและแผนผังของงานดังกล่าวด้วย
4. งานดนตรีกรรม
เช่น คำร้อง ทำนอง การเรียบเรียงเสียงประสานรวมถึงโน้ตเพลงที่ แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว
5. งานสิ่งบันทึกเสียง
เช่น เทปเพลง แผ่นซีดี (CD)
ที่บันทึกข้อมูลเสียง
ทั้งนี้ ไม่รวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์ หรือเสียงประกอบโสตทัศนวัสดุอย่างอื่น
6. งานโสตทัศนวัสดุ
เช่น วิดีโอเทป วีซีดี ดีวีดี แผ่นเลเซอร์ดิสก์ที่บันทึกข้อมูลประกอบด้วยลำดับของภาพหรือภาพและเสียง ซึ่งสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก
7. งานภาพยนตร์
เช่น ภาพยนตร์รวมทั้งเสียงประกอบของภาพยนตร์ด้วย
(ถ้ามี)
8. งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
เช่น การกระจายเสียงวิทยุ
การแพร่เสียงหรือภาพทางโทรทัศน์
9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
แผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ
3.2
การใช้สิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม (Fair Use)
เป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลทั่วไปมีสิทธิที่จะใช้งานอันมีลิขสิทธิ์
โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์
ซึ่งได้กล่วไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ในมาตร 32
- 43 โดยการกระทำที่เป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์
สามารถจำแนกเป็นหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. การกระทำนั้นเป็นการกระทำเพื่อใช้ในการวิจัยหรือศึกษา
2. การกระทำนั้นมิได้เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
3. การกระทำนั้นไม่ขัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์
และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร
สรุป
การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ
เป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในกระบวนการทำงานต่าง
ๆ เพื่อใช้ในการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในการทำงาน
เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์
โดยในปัจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนำมาใช้ในการทำงานในหลายระดับ ได้แก่ ระดับประเทศ ระดับองค์กรหรือหน่วยงาน และระดับบุคคล
ซึ่งผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศทุกระดับจะต้องรู้จักการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย
เช่น การทำธุรกรรมออนไลน์
การซื้อสินค้าออนไลน์อย่างปลอดภัย
อีกทั้งผู้ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยังจะใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบอีกด้วย
กฎหมายคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศหลายฉบับ
เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกะทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ในปัจจุบันมี 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 โดย พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ทั้ง 2
ฉบับ จะมุ่งเน้นในการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ลิขสิทธิ์
เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา
ความรู้ความสามารถ และความอุตสาหะพยายามในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งถือว่า
เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครองโดยเจ้าของลิขสิทธิ์จะเป็นผู้เดียวที่จะกระทำการใด
ๆ เกี่ยวกับงานที่สร้างสรรค์ได้ เช่น สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณา
ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด รวมทั้งการอนุญาตให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปกระทำการใด
ๆ ได้ด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น